ผืนผ้าใบหลายสิบผืนที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีน้ำมันหลากสีตั้งตระหง่านอยู่ในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงกำลังดึงดูดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาแวะเข้ามาดูร่องรอยการตวัดพู่กันนั้นใกล้ๆ นี่เป็นการแสดงผลงานของผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพวาดระดับประเทศ ภาพเขียนเหล่านี้ถูกสรรค์สร้างมาจากจิตรกรที่มีฝีมือ เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วไป หลายคนที่เดินเข้ามาก็ถ่ายภาพเก็บไว้ บ้างก็มาเจรจาต่อรองราคาเพื่อจะนำภาพเขียนที่ตนเองชื่นชอบไปแขวนประดับไว้ที่บ้าน และก็มีบ้างที่เดินผ่านเข้ามาโดยไม่รู้ว่างานนี้เป็นงานอะไร และมีไว้เพื่ออะไร เพียงแค่เห็นคนอื่นๆ เดินเข้ามา จึงเดินตามเข้ามาดูบ้าง
ขาเรียวที่ถูกปกปิดด้วยกางเกงยีนส์ขาเดฟและรองเท้าผ้าใบก็ก้าวเข้ามาในงานนี้เช่นกัน เขาก็เหมือนคนที่มาเดินเที่ยวห้างคนอื่นๆ ที่พอเห็นว่ามีคนไปมุงตรงจุดไหนเยอะๆ ก็มักจะเดินเข้าไปชำเลืองมอง อย่างน้อยก็ขอแค่รู้ว่าเขามีงานอะไรกัน จะได้รู้ไว้ประดับบารมีและเผื่อไปบอกคนอื่นๆ ที่เขารู้จัก เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้รู้สึกว่าเขาก็เป็นคนทันโลก ทันเหตุการณ์เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาบ้างก็เท่านั้น โดยปกติแล้ว เขาไม่ชอบมาเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าคนเดียวเลย เพราะมันทำให้เขาเหงา จะเดินไปไหนก็กลัวจะหลง จะซื้ออะไรก็ไม่มีคนช่วยเลือก แล้วถ้าต้องมานั่งกินข้าวคนเดียวด้วยล่ะก็ เขายอมไปนั่งต้มบะหมี่กินคนเดียวที่หอยังจะดีซะกว่า
ใบหน้าเรียวหันซ้าย หันขวา แล้วแหงนหน้าขึ้นไปมองผู้คนที่กำลังเดินจับจ่ายใช้สอยในห้าง ก่อนจะก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำไมนะ ทั้งๆ ที่นัดกันไว้ซะดิบดี ทั้งๆ ที่วันนี้เป็นวันสำคัญ แต่คนๆ นั้นก็ผิดนัดเขา...
...10 นาทีก่อน...
“ทงเฮ โทษทีนะ พอดีวันนี้ลูกค้ารายใหญ่เขานัดประชุมงานกะทันหัน คงไปทานข้าวด้วยไม่ได้จริงๆ” เสียงปลายสายที่ดังออกมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ทั้งๆ ที่วันนี้ วันที่ 10 กันยายนเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่คบกัน แต่เขาก็ปลีกตัวมาหาคนรักไม่ได้
“ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมเข้าใจ ก็ลูกค้าคนสำคัญนี่นา จะให้ทำยังไงล่ะ” เด็กหนุ่มที่ชื่อทงเฮกล่าว เขาพยายามทำน้ำเสียงให้ดูปกติ เพื่อที่คนๆ นั้นจะได้ไม่ลำบากใจ ไม่ว่ายังไง สำหรับชีวอนแล้วงานก็ต้องมาก่อนเสมอ ก็เขาเป็นถึงลูกชายกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท และยังถูกวางตัวให้รับตำแหน่งต่อหลังจากบิดาเกษียณด้วย
“แต่ยังไง สำหรับผมแล้ว ทงเฮสำคัญที่สุดนะ” ชีวอนจับน้ำเสียงไม่พอใจนั้นได้ ต่อให้ทงเฮปิดยังไง เขาก็รู้สึกได้
“ผมไม่เป็นไรจริงๆ นะ ไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวผมเดินดูอะไรซักพักแล้วจะกลับ” ทงเฮตอบออกไป แต่ในใจกลับคิดน้อยใจว่า ถ้าตัวเขาสำคัญที่สุดจริงๆ ทำไมชีวอนถึงไม่ยกเลิกนัดแล้วรีบมาหาล่ะ?
“อย่าโกรธอย่างอนผมเลยนะทงเฮ เอาเป็นว่าเดี๋ยวเสร็จงานแล้วผมจะโทรหานะ” เขารีบตัดบทเนื่องจากคนที่นั่งรอเขาคุยโทรศัพท์อยู่ตรงล็อบบี้โรงแรมกำลังจ้องเขาอย่างไม่วางตา ทำไงดีล่ะเนี่ย ทางนู้นก็ดูท่าจะงอน ทางนี้ก็จ้องอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ รีบวางโทรศัพท์จะดีกว่า เพราะถึงแม้ทงเฮจะงอนยังไงเขาก็รู้วิธีง้ออยู่แล้ว แต่ถ้าทางนี้โกรธเอา เขาก็คงไม่เหลืองาน เหลืออนาคตให้ฝันอีกแล้ว
“อืม แค่นี้นะฮะ” พูดจบนิ้วเรียวก็กดตัดสายไปโดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรต่อ แล้วก็เอาแต่จ้องโทรศัพท์อยู่อย่างนั้น
หลังจากยืนใจลอยอยู่สักพัก พอได้สติก็ออกเดินดูภาพเขียนต่อ ยิ่งเดินดูเขาก็ยิ่งทึ่งกับความสามารถของศิลปินแต่ละคน ทำไมเขาถึงวาดไม่ได้แบบนี้บ้างนะ ทั้งๆ ที่ก็เรียนพื้นฐานมาตอนอยู่ปี1 แต่ก็นั่นแหละ พรสวรรค์ทางศิลปะของแต่ละคนก็ต่างกันออกไป คนเหล่านี้มีพรสวรรค์ทางการวาด ส่วนตัวทงเฮเองได้รับพรจากสวรรค์ด้านดนตรี เขาเป็นคนที่ทั้งคณะยกย่องว่าร้องเพลงเพราะมาก อย่าว่าแต่เสียงร้องเลย แม้แต่เสียงพูดของเขายังทำเอาคนฟังเคลิ้มได้เป็นแถบๆ
ระหว่างที่เดินผ่านภาพเขียนแต่ละภาพ ดวงตากลมโตใสคู่นี้ก็ไปสะดุดกับภาพท้องทะเลและชายหาดที่เต็มไปด้วยโขดหินเล็กใหญ่ซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนเม็ดทรายขาวๆ ที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา พื้นหลังเป็นท้องฟ้ายามเย็นสีส้มอ่อน พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าและจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึก ตรงกลางภาพเป็นเงาของคนคู่หนึ่งนั่งเคียงข้างกัน โดยที่ฝ่ายที่ตัวใหญ่กว่าโอบเอวอีกฝ่ายไว้ ถึงแม้จะเห็นแต่เบื้องหลังสีดำๆ แต่ทงเฮก็เข้าใจได้ว่า ทั้งสองคงกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินกันอยู่อย่างมีความสุข ดูแล้วก็นึกถึงคนที่เพิ่งวางสายไป เขาสองคนคบกันมาก็ปีนึงแล้วแต่ก็ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวด้วยกันเลยสักครั้งเพราะชีวอนมีงานตลอด จะได้เจอกันก็หลังจากที่เขาเลิกเรียนและชีวอนเลิกงานแล้วเท่านั้น ไม่ต้องถามถึงวันหยุด เพราะชีวอนไม่เคยมีวันหยุดอย่างชาวบ้านเขา นี่คงเป็นเรื่องเดียวล่ะมั้งที่เป็นข้อบกพร่องของชีวอน นอกนั้นชีวอนก็สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตา ฐานะ นิสัย และการเอาใจใส่
เจ้าของเสื้อลายสก็อตสีขาวดำก้มลงมองป้ายที่ติดอยู่ข้างใต้ ชื่อภาพอันอบอุ่นนี้คือ “Together” เขาเลือกดูภาพไม่ผิดจริงๆ เพราะภาพนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ถึงไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้แต่ก็แอบตาดีเหมือนกันนะเนี่ยเรา ผมอยากรู้แล้วสิว่าใครเป็นคนวาด อิจฉาแฟนของคนๆ นี้จัง เขาคงเป็นคนอบอุ่นและอ่อนโยนมากทีเดียว
“เจ้าของภาพ คิม คิบอม นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย XXX เอ๊ย....นี่มันเด็กคณะเรานี่หว่า” ทงเฮอ่านข้อความบรรทัดต่อไปพร้อมกับอุทานออกมา ชื่อนี้ไม่คุ้นเลยแต่ก็แอบภูมิใจเล็กๆ เด็กคณะผมคร้าบ เด็กคณะผม เดี๋ยวค่อยไปถามไอ้ฮยอกแจเอา ไอ้นี่น่าจะรู้จัก เพราะมันรู้จักแทบทุกคนในคณะ จะเรียกมันว่าโทรโข่งคณะก็ยังได้เลย
คิดดังนั้นก็เอาโทรศัพท์มือถือในมือมาถ่ายภาพนี้เอาไว้ พอได้ภาพตามต้องการแล้วก็ตั้งให้เป็นวอลเปเปอร์ แล้วทงเฮก็เดินจากไป
...2 วันต่อมา...
ทงเฮตื่นขึ้นเพราะเสียงกุกกักข้างๆ ห้อง นิ้วกลางข้างขวาขยี้ตาสองข้างเบาๆ พลางหาวไปด้วย สักพักเขาก็บิดขี้เกียจทำเอาเสื้อกล้ามสีดำที่ใส่อยู่ขยายออกเล็กน้อยตามแรงบิด มือเรียวปัดผ้าห่มออกจากกาย แล้วกลิ้งตัวลงจากเตียงเพื่อไปหาต้นตอของเสียง ห้องข้างๆ เขาย้ายออกไปตั้งหลายเดือนแล้วนี่นา หรือว่ามีคนย้ายเข้ามาใหม่?
เขาจ้องสารรูปตัวเองในกระจกทั้งๆ ที่ตายังสะลึมสะลืออยู่ ผมข้างหลังที่ระอยู่ตรงต้นคอเป๋ไปมาเหมือนตูดเป็ดจนเจ้าตัวรับไม่ได้ เขาจึงหยิบยางรัดผมขึ้นมามัดผมข้างหลังเอาไว้อย่างลวกๆ แล้วเดินตาลอยออกไปเปิดประตูห้อง เมื่อเปิดประตูออกไปก็เห็นชายร่างสูง ผิวคล้ำกว่าเขาเล็กน้อย กำลังยกกล่องลังสามกล่องซ้อนกันเข้าไปในห้องซ้ายมือเขา ตอนแรกทงเฮก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ก็แค่ผู้ชายผมฟูๆ ประบ่าคนนึง เอาไว้ให้ขนของเสร็จก่อนแล้วเขาค่อยไปเคาะประตูห้องทักทายก็ได้ แต่พอทงเฮเอื้อมมือจะไปปิดประตู สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นภาพสีน้ำมันรูปหนึ่งในจำนวนหลายๆ รูปที่วางพิงไว้กับกล่องใบใหญ่
“รูปนั้นนี่นา” ทงเฮรำพึงกับตัวเอง พร้อมกับวิ่งเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตนที่วางไว้ตรงโต๊ะข้างหัวเตียงขึ้นมาดู พร้อมกับเอามาเปรียบเทียบกับรูปที่เห็น ถึงแม้รูปนั้นจะไม่ได้วางไว้หน้าสุดทำให้เห็นแค่เพียงเสี้ยวเดียวแต่ทงเฮก็จำได้ เขาลองเช็คดูรายละเอียดภาพที่เห็นกับภาพในมือถืออีกครั้ง ขาขาวๆ ที่มีเพียงบ็อกเซอร์สีเทาปกปิดแค่ชิ้นเดียวก็ก้าวเข้าไปหารูปนั้นเรื่อยๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
“ใช่แน่ๆ” เขาพูดกับตัวเองอีกครั้งก่อนจะยื่นมือไป หมายจะขยับรูปข้างหน้าออกจะได้เห็นภาพนั้นเต็มๆ ชัดๆ
“นั่นนายจะทำอะไรกับรูปของชั้นน่ะ” เสียงตะโกนที่ดังมาจากด้านหลังของทงเฮนั้นทุ้มต่ำ ทงเฮได้ยินเสียงก็คิดในใจว่า ผู้ชายคนนี้เสียงเพราะดี เสียงอยู่ในโทนเบสซึ่งเป็นโทนที่ต่ำที่สุดในบรรดาแนวเสียงที่เขาเรียนมาในวิชาขับร้องประสานเสียง
“ชั้นถามว่าจะทำอะไรกับรูปของชั้น ไม่ได้ยินหรอ” เจ้าของเสียงเบสเรียกด้วยเสียงอันดังขึ้นพร้อมกับยื่นมือมาสะกิดคนตัวเล็กที่กำลังยืนทำปากขมุบขมิบอยู่หน้าภาพวาดนั้น
“โธ่ ชั้นก็แค่กำลังเช็คว่ารูปในมือถือชั้นกับรูปเนี่ยมันเป็นรูปเดียวกันหรือเปล่า ก็เท่านั้น” พูดจบทงเฮก็หันกลับมาตามมือนั้นแล้วจ้องคนตรงหน้าแบบเบื่อๆ แต่ไม่ทันจะได้ทำหน้าเซ็งก็ต้องตาค้าง
ผู้ชายคนนี้เห็นด้านหลังดูผมเผ้ายุ่งเหยิง แวบแรกที่เห็นเลยคิดว่าหน้าตาคงแย่ตามทรงผม กลับกลายเป็นว่าพอได้จ้องใกล้ๆ แล้วหล่อชะมัดยาด คิ้วสีดำหนาที่ถึงแม้จะกำลังผูกโบว์ก็ยังดูดี ตาตี่ๆ ก็แอบมีชั้นที่สองหลบในอยู่ จมูกก็โด่งรับกับใบหน้า แล้วยังมีริมฝีปากสีชมพูที่เห็นแล้วน่าจูบ เอ๊ย ไม่ได้ๆ คิดอะไรเนี่ยเรา ต้องเรียกว่าเป็นริมฝีปากที่ได้รูป ไม่บางแบบตนเองแล้วก็ไม่หนาเหมือนเจ้าฮยอกแจอีกต่างหาก พอเอาอวัยวะทุกอย่างมารวมกันอยู่ในใบหน้าเดียวแล้วมันช่างเพอร์เฟคเหลือเกิน นี่ขนาดทำหัวยุ่งๆ ฟูๆ นะ ถ้าตัดผมให้เป็นทรงซะหน่อย ไม่แคล้วสาวๆ จะติดกันตรึมแน่ๆ
“นี่นาย หูหนวกรึไงฮะ คนถามไม่รู้จักตอบ” เจ้าของริมฝีปากน่าจูบถามคนตรงหน้าอีกครั้ง ทำเอาเจ้าตัวเล็กในสายตาเขาต้องตื่นจากภวังค์
“อ้อ ขอโทษ ชั้นก็แค่อยากรู้ว่ารูปนี้มันใช่รูปที่ชนะการประกวดระดับประเทศหรือเปล่า” ทงเฮหันไปชี้รูปชายทะเลรูปนั้น แล้วหันกลับมาทำหน้าซื่อๆ ใส่อีกฝ่าย
“จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้มั้ง” คนตัวสูงกว่าอมยิ้มเล็กๆ พร้อมกับกล่าวออกไป
“นายนี่โชคดีจังเลยที่ซื้อภาพนี้มาได้” ทงเฮหันไปมองภาพนั้นอีกครั้งด้วยสายตาชื่นชม
“ปละ...” พูดได้แค่นั้นก็โดนสวนต่อ
“คงแพงมากเลยล่ะสิ เจ้าของคงเรียกราคาสูงแน่ๆ ก็ดันเป็นรูปชนะเลิศนี่เนอะ” ทงเฮหันกลับมาพยักเพยิดกับคนตรงหน้าต่อ
“มะ...”
“นายนี่ทั้งรวยแล้วยังโชคดีอีก รู้มั้ยว่าชั้นยืนจ้องรูปนี้อยู่นานมากเลย ก็คิดอยากจะถามราคากับคนวาดเหมือนกันแต่ก็หาตัวไม่เจอ เขาเรียนที่เดียวกับชั้นด้วย ถ้าจะต่อราคาคงไม่ยากล่ะมั้งเนอะ”
“ชั้นเห็นรูปนี้แล้วหลงรักเลยนะ แอบอิจฉาแฟนคนวาดอ่ะ คงวาดมาจากประสบการณ์จริงแน่ๆ เลย”
“ถ้านายได้เจอ คิม คิ... เอ๊ะ เขาชื่ออะไรนะ คิบอมๆ บวมๆ อะไรซักอย่าง ชั้นจำไม่ได้อ่ะ” พูดไปก็เกาหัวไป ก็ว่าจำได้แล้วเชียว แต่สุดท้ายถ้าตั้งใจจะจำอะไรเป็นอันต้องลืมทุกทีเลย
“คิม คิบอม” ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะตอบออกไป ใครจะบ้าชื่อคิบวมฟระ
“อื้ม นั่นแหละๆ คิม คิบอม ถ้าเจอเขาอีกนายช่วยบอกเขาด้วยนะ ว่าชั้นชอบมากๆ เลย เค้าสุดยอดจริงๆ” ทงเฮพูดออกไปด้วยเสียงใสๆ ตาใสๆ บ่งบอกให้อีกคนรู้ว่า เขาชอบภาพนั้นมากจริงๆ
“แล้วจะบอกให้แล้วกัน” ร่างสูงพูดจบก็ก้มลงจะยกกล่องใส่หนังสือที่วางอยู่หน้าห้องนั้นเข้าไป
ทันใดนั้นก็มีมือเล็กๆ เข้ามาประคองอีกด้านของกล่อง ปลายนิ้วเล็กวางทับอยู่บนปลายนิ้วของคนร่างสูงทำเอาชะงัก เขารู้สึกหวิวๆ ในอก เหมือนกับว่ามีกระแสไฟฟ้าจากร่างเล็กไหลผ่านนิ้วนั้นไล่เข้ามาที่นิ้วของเขาแล้วกระแสไฟหวิวๆ นั้นก็ไหลไปสู่หัวใจของเขาอีกที เฮ้ย...ความรู้สึกนี้มันต้องเกิดกับผู้หญิงไม่ใช่หรอ อย่าคิดสิอย่าคิด นั่นมันผู้ชายนะ ผู้ชายกับผู้ชายมันผิดเพศนะเว้ย
“เดี๋ยวชั้นช่วยละกัน นายขนคนเดียวเย็นนี้ก็คงไม่เสร็จ” คนพูดเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย แล้วยิ้มให้แบบจริงใจ “ไม่เป็นไรหรอก ชั้นขนคนเดียวได้” พูดพลางออกแรงยื้อกล่องมาที่ตน พยายามทำใจให้เป็นปกติ“เถอะน่า ยังไงวันนี้ชั้นก็ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว อยู่ช่วยนายขนของให้เสร็จดูจะมีประโยชน์กว่าไปนั่งๆ นอนๆ ในห้องคนเดียวตั้งเยอะ” ทงเฮไม่ยอมแพ้ เขายื้อกล่องกลับมาจนแนบชิดตัว แล้วยักคิ้วให้คนตรงหน้า
ได้ยินอย่างนั้น ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเสื้อยืดย้วยๆ สีขาวที่เต็มไปด้วยรอยสีน้ำมันที่คาดว่าน่าจะมาจากการใช้มือที่เปื้อนสีป้ายเอาไว้ก็ยอมแพ้ เขาพยักหน้าน้อยๆ แล้วก็ช่วยกันยกกล่องหนังสือนั้นเข้าไปไว้ในห้อง โดยที่ปลายนิ้วของทั้งสองยังสัมผัสกันอยู่อย่างนั้น
“เฮ้อ เสร็จจนได้” ชายหนุ่มตัวเล็กพูดพลางทิ้งตัวลงกับเตียงของอีกคนโดยไม่รอคำอนุญาต เขาหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ช่วยเพื่อนข้างห้องย้ายของนี่ใช้แรงเยอะกว่าไปฟิตเนสอีกนะเนี่ย
“นายนอนเล่นให้หายเมื่อยก่อนก็ได้ เดี๋ยวชั้นขออาบน้ำหน่อย เหนียวตัวไปหมดแล้ว” ร่างสูงหันมามองคู่สนทนา ร่างกายเล็กๆ นี้ดูครั้งแรกก็นึกว่าจะอ่อนปวกเปียก ที่ไหนได้เขาแอบมีทั้งกล้าม มีทั้งแรง ไม่เหมือนกับที่คิดไว้เลย เขาคงไม่ได้เป็น...อย่างที่คิดหรอกน่า
ร่างสูงหยิบผ้าขนหนูสีขาวสะอาดตาที่พับไว้ในตู้ออกมาพันรอบกาย แล้วจึงถอดชุดที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อออก ที่ต้องเอาผ้าขนหนูมาพันเพราะเกรงใจอีกคนที่อยู่ในห้อง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เวลาอยู่คนเดียวเขามักจะถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วเดินโทงๆ เข้าห้องน้ำไป
ผ่านไปสิบนาที ร่างที่เต็มไปด้วยลอนกล้ามก็เดินออกมาจากห้องน้ำโดยไม่ลืมที่จะพันผ้าขนหนูไว้กับเอว ผมของเขาถูกรวบไว้เพื่อไม่ให้เปียกเวลาอาบน้ำ เขาเดินไปเดินมาอยู่แถวตู้เสื้อผ้า แต่ก็จำไม่ได้ว่าเอาชุดชั้นในไปใส่ไว้ตรงไหนของตู้ เขาจึงหันไปเรียกอีกคนที่เป็นคนเก็บเสื้อผ้าของเขาซึ่งยังคงนอนอยู่ที่เตียง
“นี่นาย กางเกงในชั้นที่นายพับอ่ะ มันอยู่ตรงไหน” เสียงทุ้มต่ำถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดัง แต่ร่างที่นอนอยู่ก็ยังไม่รู้สึกตัว
“นายๆ” คราวนี้ไม่เรียกอย่างเดียว เขายื่นมือออกไปเขย่าแขนคนตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น อกของคนตัวเล็กยกขึ้นและผ่อนลงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเล็กนั้นหลับสนิทไปแล้ว
“ชื่อก็ไม่ได้ถาม จะเรียกยังไงดีวะเนี่ย” ว่าแล้วก็นั่งลงที่เตียงแล้วก้มลงข้างๆ หูหมายจะตะโกนให้สะดุ้ง แต่พอสายตาของเขามองผ่านไปถึงใบหน้านั้นก็ต้องเปลี่ยนความตั้งใจ
ใบหน้าของคนที่นอนอยู่นั้นดูดีๆ ก็หวานเหมือนเด็กสาวน่ารักที่เห็นได้ตามนิตยสาร แต่พอลองมองอีกทีก็ดูแมนๆ แบบผู้ชาย ผมสีน้ำตาลเข้มที่ดัดอ่อนๆ ก็ถูกมัดรวบไว้เป็นจุกเล็กๆ ดูแล้วก็เหมือนเด็กสาวตัวน้อยที่ออกจะแก่นแก้ว ขนตายาวก็เรียงเป็นแพสวยงาม แล้วไหนจะจมูกที่ได้รูปนั่นอีก พอเขามองลงต่ำอีกนิดก็ต้องกลืนน้ำลายดังอึก เพราะริมฝีปากบางสีกุหลาบกำลังเผยอออก ราวกับจะยั่วให้คนมองก้มลงเก็บความหอมหวานของกุหลาบดอกนี้ เขามองภาพตรงหน้าแล้วค่อยๆ ก้มลงเข้าใกล้หน้าหวานๆ ปากหวานๆ นั้นเรื่อยๆ เขาลืมไปแม้กระทั่งคำพูดของตนที่เคยพูดไว้กับเพื่อนว่าเขาไม่ชอบเกย์ เขาไม่ชอบอะไรที่ผิดธรรมชาติ เรื่องแบบนี้มันเป็นแค่รสนิยมแปลกๆ ของคนโรคจิต แต่ตอนนี้เขากำลังทำตรงข้ามกับคำพูดของตน เพราะดวงตาของเขาค่อยๆ หรี่ลง ริมฝีปากของเขาก็เข้าใกล้ริมฝีปากบางเข้าไปทีละนิด ทีละนิด
...Cause you were my sun the moon แน ชอนบูยอซตอน นอ...
เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้น ทำให้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกลับคืนมา เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปรับโทรศัพท์นั้น
“ฮัลโหล” เขารับโทรศัพท์อย่างไม่เต็มใจนัก ใครกันนะโทรมาได้
“ขอสายมยองซูหน่อยจิ อิอิ” เสียงปลายสายดังมาพร้อมๆ กับเสียงเพลงดังสนั่นและเสียงผู้คนมากมาย
“ที่นี่ไม่มีใครชื่อมยองซูนะฮะ”
“อะไรน้า ไม่ได้ยินเล้ยยยย ฮาโหลวววววว” เสียงของเจ้าหล่อนเริ่มไม่อยู่กับร่องกับรอย ดูเหมือนคนกำลังเมาอยู่ในผับ
“ฮัลโหล นี่ไม่ใช่เบอร์มยองซูนะครับ” เขาเริ่มจะหัวเสีย โทรผิดแล้วยังเมาอีก เลยกระแทกเสียงไปซะดัง ทำเอาคนที่นอนอยู่บนเตียงตื่นขึ้นมาอย่างงงๆ
“แหมๆๆๆๆ อย่ามาอามน้า ค้าวรู้ว่าตะเองจาแกล้งค้าวช่ายม้ายล่า”
“นี่คุณ ถ้าคุยไม่รู้เรื่องผมวางก่อนนะ สวัสดี” เขาวางโทรศัพท์ แล้วหันไปมองคนด้านหลัง เจ้าจุกน้อยตื่นแล้ว กำลังขยี้ตาอย่างงงๆ พอหันมาเห็นว่าเขาจ้องอยู่ เจ้าตัวเล็กก็ยิ้มน้อยๆ ส่งมาให้ ทำเอาคนมองใจเต้นตึกตักโดยไร้สาเหตุนี่ผมควรจะขอบคุณยัยขี้เมานั่นใช่มั้ยที่ทำให้ผมมีสติได้เนี่ย
“มีอะไรหรอ” ร่างเล็กเดินมาสะกิดเขาจากข้างหลัง หน้าตายังตี่นไม่เต็มที่เท่าไหร่
“คนโทรผิดน่ะ โทษทีนะที่เสียงดังจนนายตื่นเลย” เขาตอบไป ใจหนึ่งก็เสียดายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์ แต่อีกใจกลับโล่งอกที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเจ้าจุกน้อยก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอีกด้วย
“นายมองหน้าชั้นทำไมเนี่ย” ร่างสูงถามเมื่อเห็นคนตัวเล็กจ้องหน้า เอ๊ะ หรือว่าเขาจะรู้ว่าผมทำอะไรเขา
“เปล่าๆ ชั้นแค่คิดว่า ดูไปดูมานายก็หน้าตาดีนะเนี่ย ดูสิ ยิ่งมัดผมขึ้นไปแบบนี้ยิ่งน่ารักดี แก้มยุ้ยๆ” พูดไม่พูดเปล่าแต่ยังยื่นมือไปหยิกแก้มอีก ทำเอาคนโดนหยิกถึงกับตัวแข็งทื่อ หน้าร้อนผ่าว เอาอีกแล้ว ความรู้สึกเดิมๆ มันมาอีกแล้ว
“เราคุยกันมาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าชื่ออะไรกัน” ร่างเล็กปล่อยมือที่หยิกแก้มลง
“ชั้นชื่อทงเฮนะ ทงที่แปลว่าตะวันออก เฮที่แปลว่าทะเลน่ะ แล้วนายล่ะ”
“เอ่อ...ชั้นชื่อ...คิม...คิม...”
...You are my everything, Nothing your love won’t bring…
“โอ๊ะ ใครโทรมาหว่า” เจ้าจุกน้อยหยิบมือถือขึ้นมาแล้วดูหน้าจอ
“ชีวอนนี่นา” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วหันมาหาคนข้างๆ ที่ยังอ้าปากค้างอยู่
“เดี๋ยวชั้นมานะ พอดีแฟนโทรมาน่ะ ไว้เจอกันนะ” พูดจบก็วิ่งออกไปนอกห้อง ทิ้งอีกคนอ้าปากค้างอยู่
แฟน...ทงเฮมีแฟนแล้วหรอ...ชีวอน...นี่มันชื่อผู้ชายนี่หว่า...หรือว่า...
ทงเฮจะเป็นเกย์